Aqua Nishihara ร่วมจัดนิทรรศการ “ประชารัฐร่วมใจ แก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ ลุ่มน้ำท่าจีน”

วันที่ 9 กันยายน 2563 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนววัตกรรม (อว.) โดยบริษัท อาควา นิชิฮาร่าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าร่วมจัดนิทรรศการในการประชุมสัมมนา “ประชารัฐร่วมใจ แก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ ลุ่มน้ำท่าจีน” ซึ่งจัดโดย กรมควบคุมมลพิษ ณ ห้องประชุมกาลพฤกษ์ แกรนด์ฮอลล์ โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ และแนวทางการจัดการน้ำเสีย รวมทั้งเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ให้กับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่จังหวัดชัยนาท จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสาคร

คพ. ได้ลงสำรวจพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณพื้นที่แม่น้ำท่าจีนพบว่าแม่น้ำท่าจีนมีสภาพเสื่อมโทรมและไม่เป็นไปตามประเภทการใช้ประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาที่พบมาจากการระบายน้ำเสียจากภาคชุมชน ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม เช่น ฟาร์มสุกร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและนาข้าว โดย คพ. ได้จัดทำแผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพลุ่มน้ำท่าจีนมีแนวทางการดำเนินการ ดังนี้

1.การป้องกัน ควบคุม กำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมาย
2.การลดการระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ
3.การติดตามตรวจสอบ และการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ
4.การปรับปรุงสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศของแหล่งน้ำ
5.การสร้างการมีส่วนร่วม และจิตสำนึกให้กับทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพลุ่มน้ำท่าจีน เป็นการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม และยังส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และยังพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอีกด้วย

โครงการ “พัฒนาชุมชนต้นแบบที่มีการจัดการน้ำและขยะที่ยั่งยืน”

บริษัท อาควา นิชิฮาร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้เข้าร่วม โครงการ “พัฒนาชุมชนต้นแบบที่มีการจัดการน้ำและขยะที่ยั่งยืน”
ในวันที่ 19 สิงหาคม 2563 ณ อาคารอเนกประสงค์ เทศบาลตำบลหนองไม้แดง
โดยบรรยายวิชาการ เรื่อง “การจัดการขยะตามหลัก ๓Rs” และเรื่อง “น้ำเสียจากชุมชน” โดยวิทยากร จาก บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด

เพื่อร่วมสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำและขยะในชุมชนอย่างเป็นระบบ นำไปสู่การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ร่วมโครงการ ฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าชายเลน

บริษัท อาควา นิชิฮาร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าร่วมโครงการ “ฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าชายเลน” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

ณ บริเวณคลองเกลือ ต.หนองไม้แดง จ.ชลบุรี

ขั้นตอนการติดตั้ง Feed Pump (Feed pump installation)

ท่านมีประเด็นเหล่านี้หรือไม่ 

  • อุปกรณ์ที่ต้องใช้การติดตั้ง Feed Pump มีอะไรบ้าง?
  • Feed Pump มีปัญหาสารเคมีหมดก่อนทำอย่างไร?
  • Feed Pump ดูดสารเคมีไม่ขึ้น
  • การติดตั้ง Feed Pump ต้องต่อสายดินหรือไม่
  • ควรติดตั้ง Feed Pump ในร่มหรือกลางแจ้งหากมีปัญหาเหล่านี้เรามี วิธีการติดตั้ง ปั้มจ่ายสารเคมี , ปั้ม Feed Enzyme , ปั้ม Feed คลอรีน , ปั้มจ่ายสารลดฟอง , ปั้มจ่าย กรด – ด่าง , Metering Pump มาเพื่อแก้ปัญหาให้กับทุกท่านแล้ว

ทฤษฎีที่ใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ มีอะไรบ้าง?

กระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพเป็นกระบวนการแบบไม่ใช้อากาศ ประกอบด้วยปฏิกิริยา 4 ขั้นตอนหลัก ซึ่งรวมเรียกว่า Anaerobic digestion ซึ่งมีรายละเอียดของปฏิกิริยาแต่ละขั้นตอน ดังนี้

1.1 Hydrolysis
เป็นขั้นตอนที่ย่อยสลายสารโมเลกุลสารประกอบอินทรีย์เชิงซ้อนขนาดใหญ่ให้ เปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ มีความซับซ้อนน้อยลง และขนาดโมเลกุลเล็กลง สำหรับน้ำเสียประเภทแป้งจะเป็นการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว และน้ำตาลโมเลกุลคู่

1.2 Acidogenesis
ขั้นตอนนี้จะย่อยสลายสารที่ได้จากขั้นตอนแรกให้เป็นกรดอินทรีย์ชนิดโมเลกุล เล็ก เช่น กรดอะซิติก (Acetic acid) กรดโพไพโอนิก (Propionic acid) กรดวาเลอริก (Valeric acid) และกรดแลคติก (Lactic acid) โดยกรดทั้งหมดจะมีสัดส่วนของ กรดอะซิติก สูงที่สุด นอกจากนี้ยังเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไฮโดรเจน ส่วนอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเล็กน้อยคือ แอมโมเนีย ไฮโดรเจนซัลไฟด์แอลกอฮอล์

1.3 Acetogenesis
ขั้นตอนนี้จะย่อยสลายสารประกอบต่อ ให้เป็นกรดไขมันระเหยง่ายที่มีอะตอมไม่เกินสองอะตอม ผลิตภัณฑ์ที่ได้ประกอบด้วยกรดอะซิติก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซไฮโดรเจน

1.4 Methanogenesisเป็นขั้นตอนที่เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการย่อยสลายในขั้นตอนที่ผ่านมาให้ เป็นก๊าซชีวภาพ โดยมีผลิตภัณฑ์คือ ก๊าซมีเทน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และอื่นๆ

ร่วมด้วยช่วยแก้มลพิษฝุ่น เนสเทคเปิดตัว “ฟ้าใส” เครื่องฟอกอากาศฝีมือคนไทย

เนสเทคจับมือกับ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัตโนมัติแบบไฮบริด แก้ปัญหาฝุ่นและ PM2.5 ที่สามารถฟอกอากาศบริสุทธิ์ได้ในอัตราสูงสุดถึง 120,000 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง ตั้งเป้าภายในสามเดือนสามารถพัฒนาต่อยอดเพื่อใช้ได้จริง

รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษา ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Research & Innovation for Sustainability Center–RISC) โดย บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) และหัวหน้าศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า RISC ทำการศึกษาและวิจัยเครื่องฟอกอากาศแบบไฮบริดร่วมกับ บริษัท เนสเทค ประเทศไทย จำกัด (NESTECH) มาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว ในที่สุดก็สามารถที่จะเปิดตัวต้นแบบหอฟอกอากาศระดับเมือง ภายใต้ชื่อ “ฟ้าใส” โดยมีที่มาจากการฟอกอากาศที่เต็มไปด้วยมลภาวะให้ใสสะอาด ปลอดฝุ่นพิษ PM 2.5 ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง

“ฟ้าใส” เป็นหอฟอกอากาศอัตโนมัติแบบไฮบริด (Hybrid Air Purifier Tower) ที่ RISC คิดและพัฒนาร่วมกับบริษัท เนสเทค ประเทศไทย จำกัด (NESTECH) โดยหอฟอกอากาศต้นแบบเครื่องแรกติดตั้งที่โครงการ 101 True Digital Park ที่เป็นศูนย์กลางแหล่งรวม Tech และ Startup Ecosystem ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณ Family Park หน้าอาคารวิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท ตลอดทั้งปี พ.ศ.2563 เพื่อทำการฟอกอากาศ และเก็บข้อมูลสภาพอากาศ การทำงานของระบบและตัวเครื่องเชิงลึกตลอดปี สำหรับการพัฒนาต่อยอดเครื่องฟอกอากาศระดับเมืองรุ่นต่อไปให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
“เครื่องนี้เป็นเครื่องต้นแบบใช้งบลงทุนไปประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งถูกกว่าหอฟอกอากาศในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีราคาอยู่ที่ 15 ล้านบาท เรามีต้นทุนที่ถูกกว่า และหลังจากติดตั้งประมาณ 3 เดือนนับจากนี้ไป เราก็จะมาดูว่าต้องมีการปรับลดหรือเพิ่มเติมอะไรบ้าง ก่อนที่จะทำเป็นต้นแบบให้สำหรับทุกองค์กรสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ได้ โดยสามารถมาขอรายละเอียดและพิมพ์เขียวต้นแบบของหอฟอกอากาศ “ฟ้าใส” ได้ที่ RISC” รศ.ดร.สิงห์ กล่าว “เราเปิดให้ทุกคนนำแบบของหอฟอกอากาศ “ฟ้าใส”  ที่เราพัฒนา ไปสร้างได้ในทุกพื้นที่และทุกโครงการ เพราะเราต้องการให้ทุกคนนำเอางานวิจัยเราไปใช้ประโยชน์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม”
รศ.ดร. สิงห์ อธิบายว่า หอฟอกอากาศ “ฟ้าใส” มีหลักการทำงานเริ่มต้น ด้วยการใช้ใบพัดความเร็วสูงดึงอากาศเข้าไปในระบบ และแยกฝุ่นขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ด้วยความเร็วลมและการปล่อยละอองน้ำเพื่อการดักจับฝุ่น 3 ชั้น ต่อเนื่องด้วยระบบ Jet Venturi Scrubber ระบบทั้งหมดใช้น้ำ 70 ลิตร ทำให้สามารถฟอกอากาศได้ในอัตราสูงสุดถึง 120,000 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง โดยมีรัศมีรองรับไกลถึง 1 กิโลเมตร ต่อเครื่องขณะที่ระบบอัจฉริยะจะควบคุมการทำงานของมอเตอร์ใบพัดให้สอดคล้องกับความเข้มข้นของฝุ่นละออง จนระดับความเข้มข้น PM2.5 ลดลงถึงเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้หอฟอกอากาศ “ฟ้าใส” ยังใช้พลังงานจากแผงโซล่าร์เซลล์ ขนาด 3,850 วัตต์ ร่วมกับระบบแบตเตอรี่ จึงช่วยลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานไฟฟ้าจากภายนอก โดยขณะนี้ทาง RISC ได้มีแผนการพัฒนาหอฟอกอากาศระดับเมือง เพื่อลดปัญหามลภาวะทางอากาศให้กับเมืองอย่างต่อเนื่อง
“จากปัญหาฝุ่นละอองพิษ PM 2.5 ที่ชาวกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงที่กำลังเผชิญอยู่ นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น RISC ในฐานะนักวิจัยและค้นคว้านวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต จึงมุ่งศึกษาวิจัยเน้นแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะปัญหาภายนอกอาคารอย่างเรื่องฝุ่นพิษ PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง จึงเกิดแนวคิดในการยกระดับคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น ด้วยการสร้างต้นแบบหอฟอกอากาศระดับเมือง ภายใต้ชื่อ “ฟ้าใส” ด้วยหอฟอกอากาศอัตโนมัติแบบไฮบริด (Hybrid Air Purifier Tower) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีได้ต่อยอดและพัฒนาขึ้นจากงานวิจัยที่ได้ศึกษาของ RISC ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีกับ NESTECH เทคโนโลยีดังกล่าว เชื่อว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ เปลี่ยนจากท้องฟ้าที่มืดมัวด้วยหมอกพิษ ให้กลับมาสดใสสมกับชื่อ ‘ฟ้าใส’ ” รศ.ดร.สิงห์ กล่าว
ไกรพิชิต เมืองวงษ์ ผู้บริหาร บริษัท เนสเทค ประเทศไทย จำกัด (NESTECH) และประธานกลุ่มจิตอาสาเพื่อการจัดการภัยพิบัติ (ERIG) กล่าวว่า “เนสเทค ประเทศไทย  รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมพัฒนากับ RISC และ MQDC ในการสร้างเครื่องต้นแบบ ‘ฟ้าใส’ หอฟอกอากาศระดับเมืองขึ้น เนสเทค ประเทศไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ‘ฟ้าใส’ จะเป็นต้นแบบของหอฟอกอากาศระดับเมืองที่เป็นกลไกสนับสนุนการแก้ไขปัญหาคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM 2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม”
ทั้งนี้เมื่อปลายปีที่แล้ว RISC โดย MQDC ได้ร่วมฉลองเทศกาลแห่งความสุขและมอบของขวัญปีใหม่ 2563 ให้กับคนกรุงเทพฯ โดยได้ทำการติดตั้ง “เครื่องฟอกอากาศระดับเมือง” ด้วยเทคโนโลยีเครื่องฟอกอากาศแบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic air purifier) ใช้การตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต ด้วยการปล่อยประจุบวกให้ไปจับกับฝุ่นละอองแล้วดูดเข้าไปติดที่ระนาบที่มีขั้วตรงข้าม อากาศที่ออกมาจึงเป็นอากาศสะอาด ที่ลานกิจกรรมลานระหว่างสยามดิสคัฟเวอรี่และสยามเซ็นเตอร์ และในปีนี้วางแผนย้ายไปติดตั้งเครื่องฟอกอากาศระดับเมือง ในพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศไม่ดี ระดับค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ในปริมาณสูง เพื่อฟอกอากาศให้กับประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนั้น RISC ยังได้วางแผนการวิจัยต่อเนื่องเก็บข้อมูลฝุ่นละอองในพื้นที่ที่มีปริมาณรถยนต์สัญจรหนาแน่นและมีปริมาณฝุ่นจำนวนมาก เพื่อนำข้อมูลมาวิจัยต่อยอดพัฒนาเป็นเครื่องฟอกอากาศระดับเมืองรุ่นต่อไปที่ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

กลิ่นเหม็นจากห้องครัว​เรื่องน่าปวดหัว​ และเคล็ดลับที่คุณไม่ควรพลาด

บ้านคุณเคยเป็นมั้ย? มีกลิ่นเหม็นในห้องครัว วันนี้เราจะพาคุณไปดูสาเหตุของการเกิดกลิ่นเหม็นอับในห้องครัว

สำหรับที่มาของกลิ่นเหม็นอับที่เกิดขึ้นในห้องครัวนั้น ก็มักจะมาจากกลิ่นอาหารและควันขณะปรุงอาหารนั่นเอง รวมถึงกลิ่นขยะที่หมักหมม เพราะแม่บ้านส่วนใหญ่มักจะมีถังขยะเล็กๆ ไว้ในห้องครัว กว่าจะนำขยะไปทิ้งก็ 2-3 วัน จึงทำให้เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ขึ้นมาในที่สุด และกลิ่นอับในห้องครัวนั้น จะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต ทำให้คุณรู้สึกไม่มีความสุขในการทำอาหาร กลิ่นอับพวกนี้เกิดจากเชื้อโรคที่หมักหมมในห้องครัว ก็อาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนกับอาหาร ทำให้เมื่อรับประทานเข้าไปก็จะมีอาการท้องร่วง ท้องเสีย และอาหารเป็นพิษได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลิ่นอับไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะฉะนั้นไม่ควรปล่อยให้มีกลิ่นอับในห้องครัวอย่างเด็ดขาด

เห็นมั้ยว่าเรื่องกลิ่นเหม็นในห้องครัวก็สำคัญไม่แพ้กับห้องไหน เรามาช่วยกันทำให้ห้องครัวของคุณ หอมสะอาดสดชื่นกันเถอะ
โดยการกำจัดกลิ่นอย่างเร่งด่วน ด้วย สเปรย์นวัตกรรมใหม่ AQUA La-Munn ที่จะช่วยคุณแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสเปรย์ AQUA La-Munn นั้น ไม่ใช่แค่สเปรย์กำจัดกลิ่นธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการกำจัดกลิ่นที่ต้นต่อ กำจัดกลิ่นไม่พึงสงค์ทุกชนิด ไม่อันตราย เพราะเป็นสารสะกัดจากธรรมาชาติ 37 ชนิด ใช้ง่าย ปลอดภัย ไร้สารพิษ ลองเล้ยย!!! แล้วคุณจะรัก

สนใจสินค้าได้ที่ https://www.aquanishihara.com/product/aqua-la-munn-ลามุน/

เผยโฉม “ผู้ร้ายตัวจริง” ที่ซุกซ่อนใน PM 2.5 หลบในบ้านก็หนีไม่พ้น

PM 2.5 แค่ได้ยินชื่อก็หวาดผวา หมายหัวเป็น ‘ผู้ร้าย’ หลงติดกับดักค่าความเข้มข้นสูง โดยไม่รู้ตัวว่า ‘ผู้ร้ายตัวจริง’ แท้จริงแล้วคือใคร?
กรุงเทพมหานคร ณ เวลา 14.00 น. ของวันที่ 14 มกราคม 2563 ค่าความเข้มข้น PM2.5 แตะ 44.3 µg/m³ โดยหากนำมาเทียบกับค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงขององค์การอนามัยโลก (WHO) ก็สูงเกินกว่า 2 เท่า แต่หากเทียบกับมาตรฐานไทยที่กำหนด 50 µg/m³ ก็จะไม่เกิน ซึ่งต้องมาลุ้นกันว่า หลังครบ 24 ชั่วโมง ค่าความเข้มข้นเฉลี่ยจะเกินค่ามาตรฐานไทยหรือไม่
แล้วหากสงสัยว่า ทำไมเมืองไทยถึงไม่กำหนดค่ามาตรฐานให้เทียบเท่ากับมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก?

กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้ให้คำตอบสั้นๆ ไว้ว่า 
“WHO ไม่มีหลักฐานชี้ชัดระดับฝุ่นที่ปลอดภัย”
หากมาย้อนดูสถิติค่าความเข้มข้น PM 2.5 ปี 2562 แล้วว่ากันตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก เห็นได้ว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเกินมาตรฐานถึง 96 วัน ขณะเดียวกันถ้าว่ากันตามมาตรฐานแบบไทยๆ ก็เกินค่ามาตรฐานเพียงแค่ 54 วัน ซึ่งวันที่ค่า PM 2.5 แย่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร คือ วันที่ 30 กันยายน 2562
“คนไทยติดกับดัก PM 2.5
สูงหรือต่ำไม่ใช่ประเด็น”
เมื่อความเข้มข้นสูงเป็นเพียงกับดัก แล้ว ‘ผู้ร้ายตัวจริง’ คือใคร?
บอกใบ้นิดว่า ‘ผู้ร้ายตัวจริง’ นั้นซุกซ่อนอยู่ภายใน PM 2.5
 

• เผยโฉม ‘ผู้ร้ายตัวจริง’ ที่ซุกซ่อนใน PM 2.5

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้สนทนากับ ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ (ศ.11) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ถึงที่มาที่ไปและแหล่งกำเนิด PM 2.5 ฝุ่นพิษที่กำลังอาละวาดจนกลายเป็นวิกฤติอยู่ในขณะนี้ ซึ่งก็ได้เน้นย้ำอยู่ตลอดการสนทนาว่า “อย่าติดกับดัก PM 2.5”
 
 
เรื่องหนึ่งที่คนไทยอาจไม่เคยรู้เลย คือ สภาวะปกติ ‘ป่า’ ก็ปล่อย PM 2.5 และป่าปล่อย PM 2.5 อย่างไร?
ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ ดร.ศิวัช อธิบายว่า ต้นไม้จะมีการปล่อยสารเคมี เรียกว่า BVOC (Biogenic Volatile Organic Compounds) ซึ่งไม่ได้มีแค่สารเคมีเพียงตัวเดียว แต่มีกลุ่มใหญ่มาก เรียกว่า กลุ่ม Terpene ที่มี Monoterpene เป็นต้น พวกนี้เป็นสารเคมีตั้งต้นที่ไปทำปฏิกิริยาต่อ แล้วพัฒนาเป็น PM 2.5 ถ้าไปวัดช่วงที่ป่าขึ้นสูง PM 2.5 ก็จะสูงขึ้น จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ PM 2.5 สูงหรือต่ำ แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่า “อะไรต่างหากที่อยู่ใน PM 2.5”
ซึ่งนั่นคือ ‘ผู้ร้ายตัวจริง’ ที่ทีมข่าวเฉพาะกิจฯ เกริ่นมาในตอนต้นนั่นเอง
‘ผู้ร้ายตัวจริง’ ที่ซุกซ่อนอยู่ใน PM 2.5 เป็นอย่างไร?

“ป่าไม่ปล่อยโลหะหนัก”
“PM 2.5 เสมือนยานพาหนะ สารพิษทั่วไปถ้าไม่มียานพาหนะ ก็อยู่ไม่ได้ ต้องมีที่เกาะ สิ่งที่มีอนุภาคเล็กเท่าไร พื้นที่ผิวสัมผัสยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อพื้นที่ผิวสัมผัสเพิ่มขึ้น ก็จะปล่อยโอกาสให้พวกสารพิษ (มี 2 ประเภท คือ อินทรีย์และอนินทรีย์) มาเกาะ”
ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ ดร.ศิวัช ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น โดยเปรียบร่างกายเป็นดั่งธนาคารสุขภาพ และมี PM 2.5 เป็นรถยนต์
“เวลาที่ ‘ธนาคารสุขภาพ’ ถูกปล้น สิ่งที่ควรถาม คือ โจรมากี่คน? มีใครบ้าง? ไม่ใช่รถยนต์มากี่คัน บางทีรถยนต์อาจจะน้อย แต่โจรมีเป็นร้อยๆ คนในรถยนต์คันเดียวกันก็ได้ หรือบางทีอาจมีรถยนต์เป็นร้อยๆ คัน แต่ไม่มีโจรเลยก็ได้ สมมติสถานที่แห่งหนึ่ง มีค่า PM 2.5 ต่ำกว่า 50 µg/m³ แต่สารพิษอาจมากกว่าสถานที่ที่มี PM 2.5 สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานก็เป็นได้”
ภาพฉายชัดแล้วว่า ‘ผู้ร้ายตัวจริง’ ที่ซุกซ่อนอยู่ใน PM 2.5 นั้นคือ “สารพิษ”
และสารพิษที่เป็น ‘ผู้ร้ายตัวจริง’ นั้นคือ ‘โลหะหนัก’
ทีมข่าวเฉพาะกิจฯ ขอยกตัวอย่าง 4 สารพิษ หรือ ‘ผู้ร้ายตัวจริง’ ที่ซุกซ่อนใน PM 2.5 ให้ได้รับรู้ความอันตรายคร่าวๆ และเตรียมอุปกรณ์ป้องกันให้แน่นหนา
     ปรอท (Hg) หากได้รับและสะสมเป็นเวลานานจะทำให้มีอาการบวมและเจ็บ บางส่วนอาจเป็นอัมพาตได้ ที่สำคัญยังเป็นสาเหตุของการเกิด ‘โรคมินามาตะ’
     แคดเมียม (Cd) หากมีการดูดซึมเข้ากระเพาะอาหารและกระจายไปยังตับ ม้าม และลำไส้ อาจทำให้เกิดมะเร็ง ไตผิดปกติ และโรคความดันโลหิตสูง ที่สำคัญยังเป็นสาเหตุของการเกิด ‘โรคอิไต-อิไต’
     ตะกั่ว (Pb) ความอันตราย คือ สามารถเข้าได้ถึง 3 ทาง ได้แก่ อาหาร การหายใจ และผิวหนัง ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจับกับเม็ดเลือดแดงจะมีผลต่อตับ หัวใจ และเส้นเลือด รวมถึงภาวะเจริญพันธุ์ โครโมโซม
ส่วนอีกหนึ่งสารพิษ PAHs มีโอกาสได้รับสารทั้งทางปากและผิวหนัง เป็นสารก่อมะเร็งและสารก่อการกลายพันธุ์

แล้วรู้ไหมว่า สารพิษร้ายใน PM 2.5 ทำร้ายตัวเราได้ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ เพราะเพียงแค่แม่ได้รับฝุ่น PM 2.5 ก็มีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด และอาจทำให้ทารกเสี่ยงน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์ด้วย
อีกหนึ่งสิ่งที่คนมักคิดกันว่า การหลบอยู่ภายในบ้านก็ช่วยให้รอดพ้น PM 2.5 ได้
จริงๆ แล้ว แม้แต่ภายในบ้านก็มีมลพิษทางอากาศเช่นกัน และส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมาจากกิจกรรมของเราเอง
จากตัวเลขขององค์การอนามัยโลก พบว่า มีประชากรโลกเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศภายในอาคารมากถึง 3.8 ล้านคนต่อปี ตัวต้นเหตุก็มาจาก “การทำอาหารภายในบ้าน” (ส่วนมากมาจากน้ำมันก๊าดและเชื้อเพลิงแข็ง เช่น ถ่าน) ซึ่งผู้หญิงและเด็กมีความเสี่ยงมากที่สุด โรคที่พบ คือ หัวใจขาดเลือดและปอดบวม คิดเป็นสัดส่วนเท่ากัน 27%, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง 20%, เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน 18% และมะเร็งปอด 8%
เห็นได้ว่า PM 2.5 ในแต่ละพื้นที่ที่เราสูดเข้าไปในร่างกาย มีความอันตรายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าในพื้นที่นั้นมีสารพิษใดเจือปน หรือแม้แต่ภายในบ้านเองที่ก็มีมลพิษทางอากาศเช่นกัน
และในการเพิ่มขึ้นของ PM 2.5 ทุกๆ 10 µg/m³ ก็จะทำให้เพิ่มอัตราการเป็นมะเร็งปอด 36% และอาจทำให้อายุสั้นลง 0.98 ปี.

สุขภาพชีวิต ฟิตได้ทุกที่ 3 วิธี ไปทำงาน ก็ฟิตร่างกายได้ เปลี่ยนทุกที่ให้เป็นฟิตเนส

คุณเคยมั้ย? ที่ต้องรีบขึ้นรถไฟฟ้า รีบโบกพี่วินมอไซต์ รีบไปให้ทันนัด รีบตลอดเวลาจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองอย่าปล่อยให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องไกลตัว เปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างสุขภาพร่างกายที่ดีได้

1. เดินต่อไม่รอวิน แทนที่จะรอวินเฉยๆให้เสียเวลา ลองเปลี่ยนมาใช้ 2 ขาของเราเดินแทน
เดินเร็ว 1 นาที สลับเดินปกติ 1 นาที เพื่อให้ร่างกายทำงานหนักขึ้น เผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น

2. เปลี่ยน BTS เป็นฟิตเนสเคลื่อนที่ ระหว่างรอไปแต่ละสถานี เราไม่รีรอที่จะขยับออกกำลังกายไปด้วยเขย่งเท้าขึ้นจากพื้น ค้างไว้ 10 วินาที เอาลงแล้วทำซ้ำ หรือออกแรงยกขาข้างหนึ่งให้ลอยจากพื้นประมาณ 1 ฝ่ามือ (ให้ต้นขาหลังลอยจากที่นั่งด้วย) ค้างไว้ 30 วินาที ทำสลับข้างไปเรื่อยๆ ช่วยให้น่องฟิต ขากระชับได้ในไม่กี่สถานี

3. ขึ้น-ลง ได ให้ทุกก้าวเปลี่ยนสุขภาพคุณให้ดีขึ้น เดินตามจังหวะของตัวคุณเอง เลี่ยงการพูดคุยกับคนข้างๆ เพราะทำให้เหนื่อยไว