VDO Clip


เลือกที่เหมาะกับคุณ

งานวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม

 

แนวทางการเลือกใช้ถังบำบัดน้ำเสีย

There are no translations available.

water

ครัวเรือนปัจจุบันนี้ผู้บริโภค มีความตระหนักในสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ที่ใช้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมดีมากขึ้น  สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เอง ตัวอย่างเช่น  เลือกซื้อถังบำบัดน้ำเสียสำหรับครัวเรือนได้เอง จากร้านค้า วัสดุก่อสร้างต่างๆ  ซึ่งมีให้เลือก หลายรุ่น หลายวัสดุ หลายยี่ห้อ   แต่จะมีวิธีการเลือกใช้อย่างไร ให้เหมาะสมกับน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากบ้านเรือนของตนเอง   จึงอยากมีข้อแนะนำและหลักการง่ายๆ ในการเลือกใช้ถังบำบัดน้ำเสียมาฝากดังนี้

apหลักการบำบัดน้ำ เสียของถังบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน คือใช้แบบถังเกรอะและกรองไร้อากาศ โดยถังเกรอะจะทำหน้าที่แยกกากและย่อยกากให้เหลือความสกปรกลดลง ส่วนน้ำใสจะไหลเข้าส่ส่วนกรองไร้อากาศ ภายในส่วนกรองไร้อากาศจะมีตัวกลางพลาสติก ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้จุลินทรีย์ที่เป็นตัวย่อยความสกปรกในน้ำยึดเกาะอย่ท ี่ผิวเพื่อคอยย่อยสารสกปรกในน้ำเสียโดยไม่ต้องมีการเติมอากาศแต่อย่างใด ยิ่งมีจำนวนจุลินทรีย์มาก และมีเวลาให้จุลินทรีย์ได้ย่อยน้ำเสีย(มีเวลาให้กินสิ่งสกปรก)อย่เป็นเวลา นาน ก็จะทำให้ย่อยสิ่งสกปรกในน้ำได้มาก น้ำทิ้งที่ออกจากถังก็จะสกปรกน้อยลง ซึ่งความสกปรกของน้ำเสีย(ในรูปBOD) จากทุกกิจกรรมที่เราทำอย่ เช่น น้ำอาบ น้ำห้องน้ำ น้ำซักล้าง รวมกัน เฉลี่ยๆแล้วอย่ประมาณ 250 มก./ลิตร

เวลาที่เหมาะสมในการให้จุลินทรีย์ได้ย่อยน้ำเสียคือเวลาที่น้ำเสียถูกขัง ไว้ในถังก่อนที่จะไหลออกไปจากถัง

       -ในส่วนถังเกรอะ ถ้าให้เกิดการย่อยได้จริง ก็ไม่ควรน้อยกว่า 1 วัน ซึ่งจะย่อยได้ประมาณ 30-40%ของความสกปรกที่เข้ามา

       -ในส่วนกรองไร้อากาศ เพื่อให้จุลินทรีย์บนผิวตัวกลางมีเวลาย่อยน้ำเสีย ก็ไม่ควรน้อยกว่า 0.5 วัน ซึ่งก็จะย่อยความสกปรกให้ลดลงไปได้อีกประมาณ 50-60% 

ความสามารถในการย่อยความสกปรกในน้ำที่บอกไปนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นน้ำเสีย ทุกประเภทนะ เพราะถ้าน้ำเสียมีไขมันสูงๆ ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการย่อยก็ต้องมากกว่านี้ เพราะไขมันในน้ำเสียย่อยยากมาก และมีค่าความสกปรกสูงมาก สูงกว่าน้ำเสียจากห้องน้ำ-ห้องส้วม ซึ่งมีค่าความสกปรกในรูป (BOD) แค่ 250 มก./ลิตร ส่วนไขมัน ค่าBOD จะอย่ประมาณ 1000 มก/ลิตร ขึ้นไป (ทั้งสกปรกเยอะและทั้งย่อยยากเลยหล่ะไขมันเนี่ย)

 

สำหรับการคิดปริมาณน้ำเสีย ว่าจะคิดอย่างไรถึงจะเหมาะสม หลักการทั่วไปที่ใช้กันก็คือ ในทุกกิจกรรมที่มีการใช้น้ำ จะเกิดเป็นน้ำเสียประมาณ 80% (ยกเว้น น้ำที่นำไปรดน้ำต้นไม้นะ ไม่ต้องนำมาคิด)

ตัวอย่างเช่น

homeถ้าที่บ้านเรา มีกันอยู่  5  คน   อัตราน้ำใช้ เฉลี่ยต่อคน คือ 250 ลิตร/คน/วัน  และจะกลายมาเป็นน้ำเสียประมาณ 80 % ของปริมาณน้ำใช้  ก็คือจะเป็นน้ำเสียประมาณ 200 ลิตร/คน/วัน
ดังนั้น น้ำเสียที่เกิดขึ้น  =  200 ลิตร/คน/วัน x 5 คน   =  1000   ลิตร / วัน

การเลือกใช้ถังบำบัด ชนิดเกรอะ-กรองไร้อากาศ ที่เหมาะสมคือ


1. เช็ค ปริมาตรบำบัด ส่วนเกรอะ  ควรมีปริมาตรในส่วนนี้ ไม่น้อยกว่า  1000  ลิตร
2. เช็คปริมาตรบำบัด ส่วนกรองไร้อากาศ  ควรมีปริมาตรในส่วนนี้ ไม่น้อยกว่า  500 ลิตร
3. เช็คปริมาตร ตัวกลางพลาสติกในถัง ควรมีปริมาตรตัวกลาง ไม่น้อยกว่า 200 ลิตร 
4. เช็ค พื้นที่ผิว ของตัวกลางพลาสติก  ควรมีพื้นที่ผิวของตัวกลางไม่น้อยกว่า 110 ตารางเมตร/ ลูกบาศก์เมตร

หลักๆคือ เช็ค ที่ข้อ 1 และ 2 ก่อนก็ได้ คือ ปริมาตรบำบัด รวมของถัง ไม่ควรน้อยกว่า 1500 ลิตร  แต่ถ้าปริมาตรบำบัดมากกว่านี้ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะยิ่งมีปริมาตรมาก ก็ยิ่งทำให้น้ำเสียมีเวลาอยู่ในถังบำบัดนานขึ้น มีเวลาให้จุลินทรีย์ในถังย่อยสิ่งสกปรกได้นานขึ้น น้ำทิ้งก็จะยิ่งสะอาดมากขึ้น

สำหรับปริมาตรของตัวกลางพลาสติก และพื้นที่ผิวของตัวกลาง นั้นก็มีผลต่อประสิทธิภาพในการบำบัดด้วยเช่นกันเพราะ หน้าที่ของตัวกลางก็คือ เป็นที่ให้จุลินทรีย์ในถังที่ทำหน้าที่ย่อยสิ่งสกปรกในน้ำ ได้มีที่ยึดเกาะ ยิ่งมีที่ยึดเกาะมากๆ ก็มีจุลินทรีย์มาก  ความสกปรกในน้ำเสียก็ถูกย่อยได้มาก น้ำก็จะเหลือความสกปรกน้อยลง

ข้อดี  ของ การเลือกใช้ถังแบบเกรอะกรองไร้อากาศแบบนี้ ก็คือดูแลง่าย แค่สูบกากบ้างประมาณ 2ปี/ครั้ง และประหยัดไฟ เพราะไม่ต้องใช้เครื่องเติมอากาศ

ข้อเสีย  ก็ มีบ้าง เพราะระบบนี้จะเกิดก๊าซ ที่มีกลิ่นเหม็นที่เราเรียกว่าก๊าซไข่เน่า  เหมือนที่เราได้กลิ่นจากน้ำในบ่อพักนั่นล่ะ  และการใช้งานช่วงแรกอาจจะได้กลิ่นจากการย่อยกากไม่ทันเพราะจุลินทรีย์ในถัง ยังมีน้อยอย่ แต่ถ้าใช้ไปประมาณ 6 เดือนกลิ่นก็จะดีขึ้น (ไม่ร้ว่าเพราะชินไปเอง หรือทำใจได้แล้วหรือเปล่า) แต่ถ้าทนไม่ได้การไปหาซื้อจุลินทรีย์ช่วยย่อยกากมาใช้ช่วยบ้างก็ไม่เสีย หายนะคะ ราคาก็ไม่สูงนักพอหาซื้อได้สบายๆ เอาไว้หากมีโอกาส จะแนะนำเรื่องเชื้อจุลินทรีย์ให้ค่ะ